หากอยากเรียนต่อต่างประเทศควรมีคะแนน IELTS เท่าไรดี ?

March 21, 2018

 

 

 

วันนี้ พี่ๆทีมงาน OCSC EXPO จะมาตอบคำถามยอดฮิตและนำเทคนิคการทำIELTSแต่ละพาร์ทจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันจ้า รับรองว่าอ่านแล้วมีประโยชน์แน่นอน

 

เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการรับสมัครศึกษาต่อในต่างประเทศ รวมไปถึงมีทุนการศึกษาเปิดรับสมัครอย่างมากมาย ทำให้น้องๆ หลายคนที่กำลังสนใจไปเรียนต่อในปีนี้ หรือน้องๆ ที่กำลังข้อมูลไปเรียนต่อในปีหน้า เกิดปัญหาคือ “ไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไรดี” ต้องบอกก่อนเลยนะคะ ว่าสิ่งแรกที่ต้องทำเนี่ย คือจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับผลการศึกษาให้ครบ และเข้าไปสมัครเรียน Online ได้เลย ส่วน requirements ที่เหลือ เช่น ผลสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ หรือ IELTS (International English Language Testing System) เราสามารถยื่นตามทีหลังได้ค่ะ  อ่อ... ถึงเรายังไม่ได้ส่งผลคะแนน IELTS เราก็สามารถได้ A conditional offer จากทางมหาวิทยาลัยได้ แต่ปัญหาที่ตามมาอีกก็คือ “คะแนน IELTS” นั่นเองค่ะ

 

วันนี้เราจึงนำเอาคำถามยอดฮิตและเทคนิคการทำ IELTS แต่ละพาร์ท จากผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ สถาบันที่เตรียมความพร้อมสู่หลักสูตรนานาชาติอย่างแท้จริงด้วยประสบการณ์ด้านการศึกษาที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี สามารถกดไลค์กดแชร์ได้เลยน้า

 

Question : หากอยากเรียนต่อต่างประเทศควรมีคะแนน IELTS เท่าไรดี ?

ต้องบอกก่อนนะคะ ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมีเงื่อนไขกำหนดคะแนนขั้นต่ำ IETLS ไว้ต่างแตกกัน คำถามที่ว่าควรได้คะแนน IETLS เท่าไรดี จึงเป็นคำถามที่เราควรจะกลับมาถามตัวเองก่อนว่า “เราอยากเข้ามหาวิทยาลัยอะไร”  ถ้าหากว่าเรามีผลการเรียนที่ดีและอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยระดับ TOP ของโลก เช่น ต้องการเรียนต่อที่ Harvard University ระดับปริญญาตรีต้องได้ IELTS: overall score of 7.0 (with at least 7.0 in each of the four components) ส่วนระดับปริญญาโท IELTS: overall score of 7.5 (with at least 7.5 in each of the four components) หรือต้องการไปเรียนที่อังกฤษ University of Oxford, University of Cambridge หรือ Imperial College London น้องต้องได้คะแนน IELTS: overall score of 7.0 (with at least 6.5 in each of the four components) หรืออยากไปเรียนต่อที่สกอตแลนด์ University of Edinburgh คะแนน IELTS: overall score of 7.0 (with at least 6.0 in each of the four components)

 

ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีชื่อเสียง เช่น University of Manchester, University of Leeds, University of Exeter, University of Sussex และสถาบันอันดับประมาณ 100-200 แรกของโลก มักจะต้องการคะแนน IETLS ประมาณ 6.0 - 6.5 ค่ะ

 

สำหรับน้องๆ ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ อย่าไม่ต้องถอดใจไปนะคะ.. เพราะจริงๆ แล้ว ถึงแม้ว่าเราจะได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ เราก็มีโอกาสเรียนที่มหาวิทยาลัยที่เราใฝ่ฝันอยู่ดี โดยการสมัครเรียน Pre-sessional English Programme นั่นเองจ้า แต่ค่าเรียนก็จะแพงนิดนึงนะจ่ะ และก็จำเป็นต้องใช้คะแนน IETLS (อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5.0) เพื่อสมัครเช่นเดียวกันค่ะ

 

 

Question :  ควรเลือกสอบ IELTS British Council หรือ IELTS IDP อันไหนดีกว่ากัน?

บางคนบอกว่าข้อสอบ IELTS ที่ BC ง่ายกว่าที่ IDP ในขณะที่บางคนก็บอกว่าข้อสอบ IELTS ที่ IDP ง่ายกว่าที่ BC คำถามนี้จึงเป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะ.. ขอตอบเลยนะคะ ข้อสอบ IELTS ของสองหน่วยงานนี้เป็นข้อสอบชุดเดียวกัน ใช้ข้อสอบกลางจากมหาวิทยาลัย Cambridge ดั้งนั้นไม่ว่าผู้สอบสมัครสอบกับหน่วยงานใด ระดับความยากง่ายของข้อสอบ IELTS ก็จะเป็นระดับเดียวกันค่ะ อีกทั้งมาตรฐานการให้คะแนนและเกณฑ์การให้คะแนนรวมถึงกระบวนการดำเนินการสอบก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความแตกต่างของ 2 หน่วยงานนี้คือ สถานที่ในการสอบ และหน้าตาที่ยิ้มแย้มของผู้คุมสอบ Speaking รวมถึงวันสอบ Speaking

 

ดังนั้นอยากแนะนำให้น้องๆ เลือกสอบจากสถานที่ดำเนินการสอบเป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสอบสายและสะดวกแก่การเดินทาง ส่วนวันสอบ Speaking เราควรเลือกวันที่เราว่างจริงๆ เพราะว่าเราไม่สามารถเลือกเวลาสอบได้

จะได้ผู้คุมสอบแบบไหนนั้น แล้วแต่ดวงเลย แต่ผู้คุมสอบส่วนใหญ่ก็จะอัธยาศัยดีและไม่พูดอะไรนอกจากเนื้อหาในการสอบ

 

แต่อย่างไรก็ดีเราไม่ต้องไปสนใจหรอก ว่าเขาจะทำหน้ายังไง เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ให้ความสนใจกับสิ่งที่เราจะพูดดีกว่า

 

Question :  แล้วคะแนน IELTS ที่กำหนด เป็นทักษะที่เพียงพอสำหรับการใช้งานเรียนจริงหรอ ?

อันนี้แล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคลเลย ส่วนตัวมองว่าเพียงพอค่ะ เพราะว่าข้อสอบ IELTS ครอบคลุมทุกทักษะการใช้ภาษา

ข้อสอบการอ่านและการฟังเป็นข้อสอบที่วัดระดับการรับรู้ภาษา หรือที่ต้องใช้ Processes of Receiving  ส่วนข้อสอบพูดและเขียนเป็นข้อสอบที่วัดระดับความสามารถในการผลิตภาษา หรือที่ต้องใช้ Processes of Production นั่นเองค่ะ

แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่ได้คะแนน IELTS สูงกว่า จะเก่งกว่าเสมอไปนะคะ ต้องยอมรับว่าทุกข้อสอบมีลักษณะเป็นของตัวเอง ดังนั้นผู้สอบจำเป็นต้องมี Exam skills คนที่ได้คะแนน IELTS สูงกว่า ก็คือคนที่เตรียมตัวมาดีกว่าค่ะ

 

Question :  อยากให้พี่ CHULATUTOR ช่วยแบ่งปันวิธีการเตรียมสอบ IELTS ให้กับน้องๆ หน่อยค่ะ

ได้เลยค่ะ  หัวใจหลักสำคัญสำหรับการเตรียมตัวสอบ IELTS คือ การฝึกฝนค่ะ อย่างที่เขาบอกกันเลยค่ะ ว่า “Practice makes perfect” การฝึกฝนสำคัญมากๆ หลายคนอาจจะมองว่าถ้าเราเก่งภาษาอังกฤษแล้ว เรายังต้องเตรียมตัวสอบ IELTS ด้วยเหรอ คำตอบก็คือ ถ้าอยากได้คะแนนดีๆ ต้องเตรียมตัวค่ะ เดี๋ยวเรามาเจาะลึกแต่ละพาร์ทกันเลยจ้า

 

สำหรับ IELTS Listening จะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน

ส่วนที่1 – เป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคน ซึ่งโดยมากแล้วจะอยู่ในรูปแบบของการเติมใบสมัครหรือแบบสอบถามค่ะ ส่วนนี้มักจะง่ายกว่าทั้งหมด คำศัพท์ที่ใช้ก็ไม่ยาก เป็นส่วนที่ควรจะเก็บคะแนนให้ได้เยอะที่สุด น้องๆ ส่วนใหญ่จะทำส่วนนี้ได้ แต่จะมีผิดพลาดในเรื่องของการสะกดคำ เพราะบางทีเราฟังออกแต่ว่าสะกดไม่ถูก Spelling นั้นสำคัญมาก ผิดตัวนึงคือไม่ได้คะแนนเลย ลองเสิชอ่าน Commonly Repeated Words in the IELTS Listening Test อันนี้จะเป็นคำศัพท์ที่ออกข้อสอบบ่อยๆ ดูแต่ละคำดีๆ ว่าเขียนยังไง แค่นี้ก็จะไม่พลาดแล้วค่ะ และที่สำคัญตั้งสมาธิให้ดี เพราะว่าอาจจะมีตัวเลขหรือตัวอักษรที่ผู้พูดจะพูดออกมา ต้องรีบจดเพราะไม่งั้นลืมแน่ เช่น เบอร์โทรหรือ เลขไปรษณีย์

 

ส่วนที่2 – เป็นการพูดคนเดียว โดยอาจเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในสังคมและชีวิตประจำวัน เราสามารถฝึกฟังข้อสอบแบบนี้ได้จากการฟังข่าว หรือ Talk shows

 

ส่วนที่3 –  เป็นการสนทนาซึ่งอาจจะเป็นการสนทนาระหว่าง 3-4 คน ซึ่งเนื้อหาส่วนมากจะเกี่ยวกับด้านการศึกษาหรือการฝึกอบรม พอมาถึงส่วนนี้ น้องๆ ต้องใช้เวลาที่เขาให้เตรียมตัวให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น วงกลม Keywords ในคำถาม ดูให้ดีว่าคำถามถามถึงใคร อ่านคำตอบในแต่ละข้ออย่างรวดเร็ว และจำเสียงให้ได้ว่าใครเป็นใคร เช่น เสียงนี้เป็นอาจารย์ เสียงนี้เป็นนักเรียน ทำไปทีละข้อ บทสนทนาจะเกริ่นก่อนเข้าคำตอบ ดังนั้นเราจะได้ยิน Keywords ที่เราวงไว้และหาคำตอบได้ค่ะ

 

ส่วนที่4 – เป็นการพูดคนเดียวในหัวข้อด้านวิชาการ เนื้อหาจะค่อนข้างยาว ควรจะฝึกเทคนิคการ Skimming หรือ การอ่านเนื้อหาคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวภาพรวมอย่างรวดเร็ว เพราะเวลามีน้อยใช้สอยอย่างประหยัดค่ะ และวงกลม Keywords ที่จะทำให้เรารู้ว่า เมื่อเราได้ยินคำนี้ เราใกล้จะได้คำตอบข้อนี้แล้ว โชคดีที่เราจะหาคำตอบได้ทีละข้อๆ เรียงกันมา ไม่ได้ข้ามไปข้ามมา ส่วนนี้เป็นส่วนที่เราควรต้องฝึกฝนบ่อยๆ ค่ะ ที่สำคัญอย่าลืมอ่าน Instruction ให้ดี ว่าให้เติมคำแบบไหน No more than three words, No more than two words เพราะในแต่ละ part มักจะไม่เหมือนกัน (เป็นแบบนี้ทั้งข้อสอบการเขียนและการอ่าน)

 

สำหรับ IELTS Reading ขอพูดรวมๆแทนแล้วกันนะค่ะ เพื่อให้ไม่ยาวเกินไป ต้องฝึก SKIMMING และ SCANNING ค่ะ เริ่มจากอ่านคำถามที่ต้องหาคำตอบ ต่อมาอ่านเนื้อหาคร่าวๆ (skimming) เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวในภาพรวม ฝึกหา main information ในแต่ละ Paragraph จากนั้นแล้วจึงค่อยมาอ่านแบบเจาะลงรายละเอียด (scanning) ตามคำถามที่ได้รับอีกทีหนึ่ง แต่เวลาทำข้อสอบต้องเริ่มจากการอ่าน Topic ก่อนนะค่ะ จะได้รู้ว่า passage ที่เราจะอ่านเกี่ยวกับอะไร มันช่วยได้เยอะมาก อย่างน้อยก็ไม่หลงทางค่ะ นอกจากนั้นเราจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์ ท่องศัพท์เยอะๆ เจอคำศัพท์ที่ไม่รู้ก็จดไว้ นอกจากนี้ตอนทำข้อสอบควรเอาความรู้ด้านไวยากรณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย เช่น Tense ของแต่ละ Paragraph ในบางครั้งมันจะทำให้เราเข้าใจและเห็นภาพตามได้ว่าใน Paragraph นี้ต้องการสื่อถึงอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต

 

สำหรับ IELTS Speaking จะทำข้อสอบพูดได้ ง่ายๆเลยค่ะ คือฝึกพูด ต้องพูดออกมานะค่ะ อย่าพูดในใจเพราะจะพัฒนาได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ น้องๆ สามารถเตรียมความพร้อมจากการหาคำถามมาลองฝึก หาในGoogle ได้เลยค่ะ พิมพ์ว่า IELTS Speaking Topics & Questions ก็จะมีลิสคำถามให้ฝึกมากมาย มีตัวอย่างคำตอบด้วย

สุดท้าย IELTS Writing สำคัญมากคือต้องฝึกเขียนตามเวลาที่กำหนดนะคะ เพราะหลายคนมีความสามารถในการเขียนที่ดี แต่พอไปสอบจริง เขียนไม่ทัน จริงๆ แล้ว Writing เป็นพาร์ทที่แม้กระทั่งเจ้าของภาษายังได้คะแนนไม่ดี เพราะใช้แค่ความคุ้นเคยไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าควรจะเขียนอะไร ต้องเขียนอะไรบ้างเพื่อให้ได้คะแนน Task Acheivement ซึ่งเป็น 1 ในเกณฑ์การให้คะแนน นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ Handwriting หรือลายมือนั่นเองค่ะ เพราะถ้าเขาอ่านไม่ออกหรือ อ่านผิด ยิ่งถ้าเป็นตัวเลขใน Task1 ยิ่งต้องระวัง หลายคนโดนตัดคะแนนตรงนี้ค่ะ  

           

สถาบัน CHULATUTOR หวังว่าเนื้อหานี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ไม่มากก็น้อย และขอให้น้องๆ ทุกคนได้คะแนนIELTS ตามที่ตัวเองปรารถนา รวมถึงได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันค่ะ  ทาง CHULATUTOR ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ

 

ส่วนน้องๆ คนไหนที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นวิชา TOEFL  IGCSE   GMAT  GRE   BMAT  AP  PSAT  SSAT  GCSE  A-Level  O-Level  IB  ACT ไว้คร่าวหน้าทาง พี่ๆทีมงาน OCSC EXPO จะนำข้อมูลมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ

 

 

 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

You Might Also Like:

กิจกรรม HALLOWEEN ฉบับนักเรียนนอก

October 31, 2019

Culture Shock ไม่ช็อค!

October 27, 2019

1/15
Please reload

Follow us

  • Facebook
  • Twitter
  • Instagram